งานการเงิน
การดำเนินงานด้าน การเงิน บัญชี และพัสดุ
ณ 1 มค.2551
โครงสร้างการบริหารงานภายในของแต่ละแผนงาน/โครงการเชิงรุก
อาจมีการจัดโครงสร้างตามขนาดและลักษณะเฉพาะของแต่ละโครงการ
โดยจะต้องดูแลระบบการเบิกจ่ายเงินและบัญชีให้มีความถูกต้องเรียบร้อย
และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอ
การเบิกจ่ายเงินสนับสนุนต้องปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้กับสสส.
และปฏิบัติตามแนวทางการจ่ายที่ระบุไว้ในคู่มือนี้
เพื่อให้การบริหารจัดการเงินสนับสนุนเป็นไปอย่างคล่องตัว
และเอื้อต่อการทำงานแผนงาน/โครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาทั้งจากบุคคลภายในและภายนอก
สสส. จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญๆ
ให้กับผู้รับผิดชอบโครงการใช้ปฏิบัติร่วมกัน
ดังนี้
การบริหารจัดการภายใน
1. จัดระบบการบริหารจัดการภายใน “แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการเชิงรุก” ให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการบริหารงานที่รับผิดชอบ
2.
กำหนดอำนาจและวงเงินอนุมัติการใช้จ่ายภายในแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการภายใต้แผนงานและงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจาก
สสส.
3. กำหนดบุคคลให้มีบทบาทหน้าที่ อำนาจ
และความรับผิดชอบในการอนุมัติเบิกจ่ายเงินและปฏิบัติงานด้านการเงิน บัญชี และพัสดุ
4.
โครงการขนาดใหญ่ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่การเงิน และบัญชี เป็นคนละคน
สำหรับโครงการขนาดเล็ก อาจเป็นคนเดียวกันได้
โดยบุคคลที่ทำหน้าที่นี้ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในงานที่ตนรับผิดชอบ
ซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้
1.
ควรมีการแจกแจงรายจ่ายรายกิจกรรมที่ได้รับการอนุมัติพร้อมจัดระบบควบคุมยอดค่าใช้จ่ายเป็นรายกิจกรรม
หรือโครงการย่อยเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินในแต่ละหมวดให้เป็นไปตามงบประมาณโครงการที่ตั้งไว้
หากรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นเปลี่ยนไปจากงบประมาณที่กำหนดไว้ในสัญญาเกินกว่าร้อยละ
10 ให้แผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลและขออนุมัติปรับโอนงบประมาณข้ามหมวดจาก สสส. ก่อน
2. การจัดทำบัญชี การเงิน วัสดุ และครุภัณฑ์
ต้องเก็บหลักฐานการเบิกจ่ายให้เป็นระบบและเรียบร้อยพร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบจากบุคคลภายในและภายนอกได้ตลอดเวลา
โดยเฉพาะครุภัณฑ์จะต้องจัดทำทะเบียนและกำหนดหมายเลขประจำครุภัณฑ์ให้เรียบร้อย
3. เอกสาร สมุดบัญชี และทะเบียนต่างๆ ที่ใช้เป็นไปตาม สสส.
และ/หรือแผนงาน/ชุดโครงการ กำหนดให้มีความเหมาะสมและเป็นไปตามแนวทางของ สสส.
เอกสารที่เกี่ยวข้องด้านการเงิน
บัญชี พัสดุ
เอกสารหลักๆ ภายในโครงการ ที่พึงมี ประกอบด้วย (โปรดดู ตัวอย่าง แบบฟอร์มต่างๆได้ในบทที่ 6)
1. ทะเบียนคุมเช็ค :
ใช้บันทึกเพื่อควบคุมการถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์และโอนไปตั้งจ่ายที่บัญชีกระแสรายวันเพื่อจ่ายเช็ค
2.
ทะเบียนคุมการเบิกจ่ายเงิน : ใช้บันทึกเพื่อควบคุม
การรับ-จ่ายให้ตรงกับบัญชีเงินฝากธนาคาร
3.
ทะเบียนคุมเงินสดย่อย : ใช้บันทึก การรับ –จ่าย และเบิกชดเชยเงินสดย่อย
4. ทะเบียนคุมวัสดุ
:
ใช้บันทึกยอดคงเหลือของวัสดุสำนักงานที่มีอยู่เมื่อมีการสั่งซื้อเพิ่มต้องบันทึกเพื่อเพิ่มยอดและบันทึกตัดยอดเมื่อมีการเบิกจ่าย
และเมื่อสิ้นเดือนต้องมีการตรวจนับวัสดุที่มีเหลืออยู่จริงเปรียบเทียบกับทะเบียนคุมวัสดุของแผนงาน/โครงการ
เชิงรุก ต้องตรงกัน
5.
ทะเบียนคุมครุภัณฑ์ (พน.3): ใช้บันทึกประเภทราคาของครุภัณฑ์ วันที่รับเข้า
เลขที่ใบส่งของ และกำหนดรหัสครุภัณฑ์
6.
ทะเบียนคุมลูกหนี้เงินยืมทดรองจ่าย :
ใช้บันทึกเพื่อควบคุมการยืมเงิน-การคืนเงินไม่ให้มีการยืมเงินซ้ำซ้อน
และทราบว่าลูกหนี้คนใดยังไม่คืนเงิน
7.
ทะเบียนคุมเลขที่เอกสารภายใน :
ใช้บันทึกเลขที่สำหรับเอกสารที่ใช้ภายในแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
โดยออกเลขเรียงลำดับ เช่น บันทึกอนุมัติจัดประชุม บันทึกอนุมัติเดินทางไปปฏิบัติงาน
เป็นต้น โดยกำหนดเลขที่ตามปีปฏิทิน
8.ทะเบียนคุมเลขที่เอกสารภายนอก
: ใช้บันทึกสำหรับเอกสารที่ส่งออกไปนอกแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
โดยออกเลขเรียงตามลำดับ เช่น หนังสือเชิญประชุมเป็นต้นออกเลขทะเบียนคุมตามปีปฏิทิน
1.
แบบอนุมัติโครงการย่อย และรายงานสรุปเพื่อขออนุมัติ
(สน.1) ใช้เป็นเอกสารเพื่อเสนอขออนุมัติโครงการ
โดยข้อความที่ระบุต้องสอดคล้องกับเอกสารแนบ
สิ่งที่ต้องระบุ ชื่อโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้รับทุน
การทบทวนโครงการ ระยะเวลาโครงการ งบประมาณที่ขอรับการสนับสนุน และชื่อผู้อนุมัติ
เอกสารแนบ ข้อตกลง และเอกสารแนบท้ายข้อตกลง
2.
แบบเบิกเงินโครงการย่อย (สน.2) ใช้เป็นเอกสารเพื่อขอเบิกเงินแต่ละงวดจากโครงการ
สิ่งที่ต้องระบุ รายงานสรุปประกอบการขออนุมัติเงินงวด และเอกสารแนบท้ายอื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญา
เอกสารแนบท้าย รายงานสรุปประกอบการขออนุมัติเงินงวด
และเอกสารแนบท้ายอื่นตามที่ระบุไว้ในสัญญา
1.การรับเงินสนับสนุนจาก
สสส.
§
เอกสารประกอบการรับเงิน ได้แก่ สำเนาใบสำคัญรับเงิน
และสำเนาสมุดเงินฝากธนาคารหน้าที่มีจำนวนเงินที่ได้รับ
§
การบันทึกบัญชี
-
แผนงาน : จัดทำใบสำคัญรับเงิน และลงบัญชี
-
ชุดโครงการ โครงการ เครือข่าย : ลงรับเงินโอนงวดที่
1 ในทะเบียนคุมเบิกเงิน
-
อื่นๆ ตามที่กำหนด (ถ้ามี)
2.การรับคืนเงินยืม
เกิดขึ้นเมื่อมีการขอยืมเงินเพื่อใช้ในการดำเนินงาน เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติงาน และมีเงินเหลือคืน
-
เอกสารประกอบ สำเนาใบนำส่งเงิน สำเนาใบนำฝากเงิน
-
การบันทึกบัญชี แผนงาน โครงการ เครือข่าย
ทำเช่นเดียวกับข้อ 1
3.การรับดอกเบี้ยรับ
เมื่อมีดอกเบี้ยเงินฝากเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด
-
เอกสารประกอบ
สำเนาสมุดเงินฝากธนาคารหน้าที่มีดอกเบี้ยรับ
-
การบันทึกบัญชี แผนงาน โครงการ เครือข่าย
ทำเช่นเดียวกับข้อ 1
4.รายได้
และรายรับอื่น
ที่นอกเหนือจากที่กล่าวไว้ข้างต้น
-
เอกสารประกอบ ใบเสร็จรับเงิน (กรณีแผนงาน)
ใบสำคัญรับเงิน (กรณีโครงการ เครือข่าย)
-
การบันทึกบัญชี แผนงาน โครงการ เครือข่าย
ทำเช่นเดียวกับข้อ 1
5. ใบสำคัญรับ / Receipt Voucher (งน.3) : ใช้เมื่อมีการรับเงิน เช่น รับคืนเงินยืม
รับโอนเงินสนับสนุนดอกเบี้ยรับ รายได้อื่นๆเป็นต้น
6.ใบสำคัญจ่าย / Payment Voucher (งน.4): ใช้เมื่อมีการจ่ายเงิน เช่น จ่ายเงินสนับสนุน
ยืมเงินเป็นค่าใช้จ่ายจัดประชุม ยืมเงินเป็นค่าเดินทางไปปฏิบัติงาน
เบิกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ภายในแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ เป็นต้น
7.ใบยืมเงินทดรองจ่าย
(งน.5) ใช้เป็นเอกสารเพื่อขอยืมเงินต่างๆ เช่น
การยืมเงินเพื่อจัดประชุม
การยืมเงินซื้อวัสดุสำนักงาน การยืมเงินซื้อครุภัณฑ์ ฯลฯ เป็นต้น
สิ่งที่ต้องระบุ วัตถุประสงค์ในการยืมเงิน ชื่อผู้ยืมเงิน
และจำนวนเงินที่จะยืม
เอกสารแนบ หนังสือเชิญประชุม ในกรณีซื้อวัสดุสำนักงาน
/ครุภัณฑ์ ให้แนบใบเสนอราคา อื่นๆ ที่สอดคล้องกับกิจกรรมที่ขออนุมัติดำเนินการ
8.ใบคืนเงินทดรองจ่าย
(งน.6) ใช้เป็นเอกสารประกอบเพื่อคืนเงิน/เบิกเพิ่ม
สิ่งที่ต้องระบุ เลขที่สัญญายืมเงิน รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงว่าสูงกว่าหรือต่ำกว่าจำนวนเงินที่ยืมไป
ถ้าสูงกว่าเงินที่ยืมไปต้องเบิกเพิ่ม ถ้าต่ำกว่าเงินที่ยืมไปต้องคืนเงิน
เอกสารแนบ รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมพร้อมลายเซ็น
ใบสำคัญรับเงิน ใบเสร็จรับเงิน
แบบรายงานการเดินทางไปปฏิบัติงาน และอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่าย
สมุดบัญชีและเอกสารโครงการควรจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบในที่ที่เหมาะสมตลอดเวลา
โดยเอกสารใบสำคัญให้แยกเป็น 2 แฟ้ม คือ แฟ้มใบสำคัญรับ และแฟ้มใบสำคัญจ่าย
การจัดเก็บเอกสารในแฟ้มให้เรียงตามเลขที่ใบสำคัญและวันที่เกิดรายการ
เพื่อประโยชน์ในการค้นหาเมื่อมีข้อผิดพลาดในรายงานต่างๆ ที่ส่ง สสส.
หรือเมื่อมีการตรวจสอบ โดย ผู้ตรวจสอบ หรือ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
การเงิน
แนวทางปฏิบัติด้านการเงินโครงการ สำหรับทุกกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุน
หลักการ แนวทางปฏิบัติด้านการเงิน
สสส. ยึดหลักการ ดังนี้
§
การรับและจ่ายมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้
§
การใช้จ่ายเงินอุดหนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์
มีที่มาที่ไปของการรับและจ่ายที่ชัดเจน
§
เอกสารการเบิกจ่ายมีความสมบูรณ์ ครบถ้วน ถูกต้อง
สามารถตรวจสอบได้
แนวปฏิบัติ
เพื่อความเข้าใจตรงกันในแนวทางปฏิบัติด้านการเบิกและใช้จ่ายเงินโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก
สสส. จึงขอแบ่งขั้นตอนและวิธีปฏิบัติ ดังนี้
Ø ก. เมื่อโครงการได้รับการอนุมัติ
โครงการที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและอนุมัติทุนแล้วควรปฏิบัติตามเงื่อนไข
ดังนี้
1.การเปิดบัญชีโครงการ
1)
เปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์ในนามโครงการ(โดยใช้ชื่อโครงการที่สื่อความหมายไม่ยาวเกินไป)กับธนาคารพาณิชย์ ทั้งนี้ สามารถเปิดบัญชีประเภทกระแสรายวัน
ควบคู่ไปด้วยกันได้ เพื่อใช้สมุดเช็คในการเบิกถอนให้มีความสะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยผู้มีอำนาจลงนามเบิกจ่าย
2 ใน 3 ซึ่ง”ผู้รับผิดชอบโครงการ” เป็นผู้ลงนามหลัก ในการเบิกจ่ายทุกครั้ง
2)
งดใช้ ATM ในการเบิกจ่าย
สำหรับสมุดบัญชีโครงการ เพื่อให้มีหลักฐานง่ายต่อการตรวจสอบภายหลัง
3)
ถ่ายปกหน้าสมุดบัญชีธนาคาร ที่ปรากฏ ชื่อโครงการ
และ เลขที่บัญชี ที่ชัดเจนแนบมาด้วยสำหรับการเบิกเงินโครงการงวดที่
1
4)
สสส.มีวิธีการโอนเงิน 3 รูปแบบ คือ
§ การโอนเงินผ่านธนาคารระบบโอนเงินรายย่อย
(Media
Clearing) คือ การโอนเงินจากธนาคารหนึ่งเข้าบัญชีธนาคาร (ของผู้รับทุน) โดยตรง โดยเงินอุดหนุนจะโอนเข้าบัญชีโครงการทุกวันศุกร์
ค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นจากการโอนเงินนี้ สสส. จะเป็นผู้รับผิดชอบ
§ กรณีเร่งด่วน สสส. จะทำการออกเช็คสั่งจ่ายและนำเข้าบัญชีให้แก่ผู้รับทุน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงิน ให้โครงการ คิดเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการ และทำการบันทึกรับเงินเต็มจำนวนเสมอ (มิใช่หักค่าโอน)
§ สำหรับธนาคารที่ไม่ได้เข้าร่วมในระบบการโอนเงินรายย่อย
(เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ) สสส.จะทำการออกเช็คสั่งจ่ายและส่งเช็คทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้รับทุน
2.แบบฟอร์มการเงิน/หลักฐานทางการใช้จ่ายเงิน
1)
แบบฟอร์มเอกสารการเงิน ในส่วนของแบบพิมพ์ เอกสาร สมุดบัญชี
และทะเบียนการควบคุมต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ สสส. และ/หรือโครงการกำหนด ในกรณีที่ไม่มีแบบพิมพ์ดังกล่าว อนุโลมให้ใช้แบบพิมพ์ของทางราชการได้ ทั้งนี้เลือกใช้เพียงแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น
2)
หลักฐานการใช้จ่ายเงิน
ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการจะต้องมีหลักฐานทางการเงินเสมอ
โดยมี
§ ใบเสร็จรับเงิน คือ ใบเสร็จรับเงินที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการออกให้ ซึ่งต้องมีชื่อ –ที่อยู่
ของผู้ขายหรือผู้ให้บริการอย่างชัดเจน
โดยมีการระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่อและที่อยู่ของโครงการ
และระบุรายละเอียดรายการชื้อ/บริการ และยอดเงินที่ชัดเจน
§ ใบสำคัญรับเงิน ใช้ในกรณีที่ไม่สามารถเรียกใบเสร็จรับเงินจากผู้ขาย/ผู้ให้บริการได้ (ตามแบบฟอร์มใบสำคัญรับเงินของ สสส.) โดยระบุชื่อที่อยู่และเลขประจำตัวประชาชนของผู้ขายหรือผู้ให้บริการพร้อมรายละเอียด
และจำนวนเงินอย่างชัดเจน
§ บิลเงินสด ที่มีลักษณะที่ระบุชื่อ – ที่อยู่
ของผู้ขายหรือผู้ให้บริการอย่างชัดเจน โดยมีการระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่อและที่อยู่ของโครงการ
และระบุรายละเอียดรายการชื้อ/บริการ และยอดเงินที่ชัดเจน
§ กิจกรรมการประชุมที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นโปรดแนบรายชื่อพร้อมลายเซ็นของผู้เข้าร่วมประชุมเป็นหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายเงินทุกครั้ง
หมายเหตุ ในการเบิกจ่ายเงินต้องได้รับความเห็นชอบ
(อนุมัติ) จากหัวหน้าโครงการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
และได้รับการตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนจากเจ้าหน้าที่การเงินก่อนเสมอ
และเอกสารประกอบการเบิกจ่ายจะต้องมีหลักฐานถูกต้องครบถ้วนตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
3.การบันทึกการใช้จ่ายเงินโครงการ
1)
การบันทึกการใช้จ่ายเงินโครงการให้บันทึกการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างง่าย
คือ การบันทึกรายรับ-รายจ่าย ในส่วนเงินสดในมือและเงินฝากธนาคาร ลงในสมุดบันทึกการดำเนินงานที่
สสส.จัดทำขึ้นหรือบันทึกในเอกสารสมุดรายวันทั่วไปตามรูปแบบบัญชี
(ตามที่โครงการกำหนด) ทั้งนี้การลงบันทึกบัญชีเงินสดควรทำอย่างต่อเนื่อง
2)
ควรจัดให้มีระบบการควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นรายกิจกรรมที่ระบุไว้ในโครงการที่เสนอเพื่อสามารถติดตามการใช้จ่ายให้เป็นไปตามงบประมาณที่เสนอไว้ ในกรณีที่มีความจำเป็นหัวหน้าโครงการสามารถปรับค่าใช้จ่ายข้ามหมวดได้ในวงเงินไม่เกินร้อยละ
10 ของงบแต่ละหมวด ยกเว้นหมวดค่าจ้าง/ค่าตอบแทน และต้องมีหนังสือชี้แจงประกอบการขออนุมัติจาก
สสส. ในกรณีที่มีการปรับค่าใช้จ่ายเกินกำหนด
4.ดอกเบี้ยที่เกิดจากโครงการ
1)
ดอกเบี้ยที่เกิดจากการฝากเงินในธนาคารเป็นของ สสส. และต้องแจ้งในรายงานการเงินทุกครั้งเมื่อมีดอกเบี้ยเกิดขึ้น
2)
ดอกเบี้ยที่เกิดจากการฝากเงินนี้ ผู้รับทุนจะต้องทำหนังสือขออนุมัติ
สสส.ก่อน จึงจะสามารถนำดอกเบี้ย ไปใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือทำกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อโครงการ
5. อื่นๆ
1)
ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความสะดวกและคล่องตัว
หัวหน้าโครงการสามารถเบิกเงินสดเพื่อเก็บรักษาในมือ (เงินสดในมือ) ได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีจำนวนมากเกินไปจนเป็นภาระในการถือเงิน
2)
หากมีความจำเป็นในการยืมเงินทดรองจ่ายเพื่อสำรองในการดำเนินงานโครงการ ให้จัดทำทะเบียนควบคุมและตรวจสอบการเคลียร์เงินให้เป็นไปตามรอบการจัดกิจกรรมนั้นๆ
Ø ข. เมื่อเบิกจ่ายเงินงวดถัดไป
เมื่อได้ดำเนินโครงการมาได้เวลาเบิกเงินงวดตามเงื่อนไขแล้ว
ขอให้ทำความเข้าใจในแนวปฏิบัติ ดังนี้
1.การรายงานการใช้จ่ายเงินประจำงวดและเอกสารประกอบ
1)
กรอกรายละเอียดทางการเงินแบบแจกแจงแยกประเภทค่าใช้จ่ายเงินในแบบแจกแจงรายจ่าย(ง.2)
โดยนำรายละเอียดจากสมุดบันทึกการดำเนินงานมากรอก
2)
กรอกรายละเอียดการใช้จ่ายเงินงวดที่ผ่านมา
ในแบบรายงานการเงินรายงวด (ง.1) โดยอ้างอิงจากแบบแจกแจงรายจ่าย
พร้อมแสดงยอดเงินคงเหลือ ทั้งเงินสดในมือ และ เงินคงเหลือในธนาคาร
3)
สำเนาหน้าสุดท้ายสมุดบัญชีโครงการที่ปรับยอดล่าสุด ตั้งแต่ หน้า แรก จนถึง ปัจจุบัน เพื่อประกอบรายงานเพื่อยืนยันยอดเงินคงเหลือในธนาคาร
ยอดเงินคงเหลือควรตรงกับที่รายงานในรายงานการเงิน
หมายเหตุ ในการเบิกเงินงวดถัดไป สสส.จะเบิกเงินให้เต็มจำนวนของเงินงวดถัดไป
แต่หากโครงการยังมีเงินงวดเดิมเหลืออยู่ในบัญชีมากกว่า 50% ของงบประมาณในงวดถัดไป ทางสำนักฯ
ของสสส.อาจพิจารณาไม่เบิกเงินงวดถัดไปให้เต็มจำนวน แต่จะพิจารณาจ่ายให้ตามความเหมาะสม
ซึ่งเมื่อรวมกับจำนวนเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีแล้วเท่ากับจำนวนเงินที่จะต้องใช้ในงวดถัดไป
แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินเต็มงวดถัดไปแม้มีเงินคงเหลือมาก
ขอให้ผู้รับทุนโครงการทำหนังสือแจ้งพร้อมแสดงงบผูกพันที่คาดจ่ายมาด้วย
2.การส่งรายงานความก้าวหน้า
และ รายงานอื่นๆประกอบการเบิกจ่ายงวดถัดไป
โปรดดู รายละเอียด ที่ระบุไว้ใน บทที่
2 หัวข้อ “การจัดทำรายงาน และ
การเบิกจ่ายเงิน” และ “การจัดทำเอกสารเพื่อปิดโครงการ”
Ø ค.เมื่อปิดโครงการ
ในกรณีที่ดำเนินโครงการจนสิ้นสุดโครงการ
และเห็นสมควรปิดโครงการ แนวปฏิบัติด้านการเงินมีดังนี้
1.
การรายงานการใช้จ่ายเงินเมื่อปิดโครงการและเอกสารประกอบ
§ กรอกรายละเอียดการใช้จ่ายเงินที่ได้รับในงวดที่ผ่านมาในรายงานการใช้จ่ายเงินงวด
พร้อมรายงานการใช้จ่ายเงินงวดสุดท้ายที่ขอเบิกในกรณีที่ปิดโครงการในคราวเดียวกัน
§ กรอกแบบสรุปรายงานการเงินเพื่อปิดโครงการ
(ง.3) กรอกรายละเอียดที่ครบถ้วน ชัดเจน อ้างอิงได้ (โดยนำรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาจากรายงานการใช้จ่ายเงินในแต่ละงวดที่ดำเนินการ)
§ แนบสำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรก
ถึงหน้าสุดท้ายที่ปรับยอดเป็นปัจจุบันแล้ว แบบมาพร้อมสรุปรายงานการเงินเพื่อปิดโครงการ
โดยเงินคงเหลือในธนาคารควรเท่ากับรายการคงเหลือในสมุดบัญชีที่แนบ
§ ในกรณีที่มีเงินคงเหลือและไม่มีแผนการใช้เงินแล้ว
ให้ปิดบัญชีโครงการ โอนเงินคงเหลือคืนกองทุนโดยกรอกรายละเอียดในใบ Teller Payment ให้ครบ และนำฝากพร้อมเงินคงเหลือผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย พร้อมแนบสำเนา
ใบโอนเงินคืนดังกล่าวนี้ มาพร้อมรายงานการเงินเพื่อการตรวจสอบยอดเงินนำส่งคืน
2.หลักฐานการเบิกจ่าย/การเก็บรักษาหลักฐานทางการเงิน
1)
หลักฐาน เอกสารทางการเงิน
เมื่อใช้เบิกและจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วให้ประทับตราจ่ายแล้วพร้อมลงวันที่กำกับ และลงลายมือชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งผู้รับ
ผู้จ่าย ผู้อนุมัติ ให้ครบถ้วนถูกต้อง
2)
หลักฐานประกอบการเบิกจ่ายต้องสมบูรณ์
โปรดศึกษาเงื่อนไขความจำเป็นของเอกสารหลักฐานประกอบการเบิก เช่น
กรณีใดต้องใช้ใบเสร็จรับเงินมาตรฐาน กรณีใดใช้ใบสำคัญรับเงิน เป็นต้น
3)
เก็บรักษาหลักฐานทางการเงินที่สมบูรณ์ ครบถ้วน
ถูกต้อง แยกไว้เป็นประเภทและหมวดหมู่ เพื่อพร้อมสำหรับการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่
สสส. ผู้ตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบบัญชี
หรือเจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตลอดเวลา หรือเมื่อมีการทวงถาม
4)
ในกรณีที่โครงการได้รับทุนสนับสนุนเกินกว่า 500,000 บาท
การรับรองรายงานสรุปการเงินเพื่อปิดโครงการจะต้องมีลายมือชื่อของผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาตลงนามรับรองประกอบด้วย
พร้อมระบุเลขที่รับอนุญาต
พร้อมสำเนาผู้สอบบัญชีอนุญาตรับรองสำเนาถูกต้องแนบประกอบ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบ คือ
การตรวจสอบวิธีการใช้จ่ายเงินว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และถูกต้องตามหลักบัญชีเท่านั้น มิได้เป็นการตรวจสอบเพื่อรับรองงบการเงินแต่อย่างใด
และในการตรวจสอบดังกล่าวผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องจัดเตรียมเอกสาร
หลักฐานในส่วนการตรวจสอบเพื่อการรับรองรายงานดังกล่าวได้แก่
แผนการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน (Audit Program) ซึ่งจะต้องส่ง สสส. พร้อมรายงานการเงินปิดโครงการ
และกระดาษทำการ (Working Paper)
โดยผู้รับทุนจะต้องเก็บรักษาเอกสารไว้ที่โครงการเพื่อรอการตรวจเมื่อทวงถาม
1.
สสส.จะโอนเงินให้ภายใน 15 วันทำการ
ตามเงื่อนไขในสัญญาที่กำหนด เมื่อได้รับเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์จากผู้รับทุนแล้ว
2.
เมื่อ สสส. โอนเงินให้กับผู้รับผิดชอบโครงการเรียบร้อยแล้ว
สสส. จะส่งใบสำคัญรับเงินเพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการลงนาม
โดยโครงการถ่ายสำเนาเก็บไว้ 1 ชุด เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการลงบัญชี และส่งใบสำคัญรับเงินกลับให้
สสส. ภายใน 15 วันทำการ หาก สสส.
ไม่ได้รับใบสำคัญดังกล่าวจะไม่มีการโอนเงินในงวดถัดไป
3.
เงินสนับสนุนแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
ให้นำฝากไว้ในธนาคารในนามโครงการ และไม่นำเงินฝากอื่นมาปะปนกับเงินในบัญชีนี้
ทั้งนี้ ผู้รับผิดชอบโครงการ
อาจอนุมัติเงินสดมาสำรองเก็บรักษาไว้เป็นเงินทดรองจ่าย (เงินสดย่อย)
เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน โดยกำหนดวงเงินในปริมาณที่เหมาะสม
ไม่มากจนเป็นภาระและไม่น้อยจนเป็นอุปสรรคในการทำงาน
เพื่อความรัดกุมในทางปฏิบัติในกรณีที่โครงการได้รับการสนับสนุนในวงเงินสูงและต้องมีการเบิกจ่ายเงินทุนจำนวนมาก
การเบิกเงินจากบัญชีโครงการควรเปิดบัญชีกระแสรายวันควบคู่กับบัญชีออมทรัพย์
และในการสั่งจ่ายเงินควรสั่งจ่ายโดยใช้เช็ค (Cheque) หรือการโอนเงินเข้าบัญชี (Transfer) โดยตรงตามวิธีการและขั้นตอนที่ธนาคารกำหนด สำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องการจ่ายเป็นเงินสดควรตั้งเป็นวงเงินสดย่อยโดยทำทะเบียนคุมเงินสดย่อยเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้จ่ายและสามารถสอบทานรายการที่เกิดขึ้นได้โดยไม่หลงลืม
ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินโครงการ
ให้เจ้าหน้าที่การเงิน หรือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน ยึดถือแนวทางปฏิบัติ
ดังนี้
1.
ทุกครั้งที่ต้องการเบิกจ่ายเงินโครงการ
ให้จัดทำบันทึกขออนุมัติจากผู้รับผิดชอบโครงการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย โดยแจกแจงรายละเอียดที่ต้องการเบิกจ่ายเพื่อการอนุมัติพร้อมแนบเอกสารประกอบการเสนอขออนุมัติ
2.
ผู้ปฏิบัติงานนำบันทึกขออนุมัติส่งเจ้าหน้าที่การเงินเพื่อประกอบการเบิกจ่าย
3.
เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบรายละเอียดการเบิกจ่ายว่าเป็นไปตามสัญญารับทุนที่ตกลงไว้กับ
สสส.และเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายที่เกิดชึ้น เช่น การจัดซื้อ/จัดจ้าง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร
ค่าที่พัก ฯลฯ
4.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดทำใบสำคัญจ่าย เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจากบัญชีโครงการ
โดยแนบบันทึกขออนุมัติจากผู้รับผิดชอบโครงการ และใบถอนเงินธนาคารที่เขียนรายละเอียดการเบิกจ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว
หรือแนบเช็คที่จัดพิมพ์ไว้ โดยเจ้าหน้าที่การเงินลงลายมือชื่อในช่องจัดทำ
เมื่อได้รับอนุมัติเจ้าหน้าที่การเงินดำเนินการเบิกเงินจากบัญชีโครงการ
และให้ผู้ปฏิบัติงานลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน
5.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดส่งเอกสารที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อบันทึกรายการทันทีภายในวันนั้น
6.
การเบิกจ่ายเงินต้องมีหลักฐานครบถ้วน ได้แก่
ใบเสร็จรับเงิน รวมทั้งหลักฐานประกอบการจ่ายเงิน เช่นใบส่งของ ใบแจ้งหนี้
หรือใบเสนอราคา
กรณีร้านค้าหรือนิติบุคคลไม่มีใบเสร็จรับเงินของตนเองให้ใช้ใบสำคัญรับเงินแทนใบเสร็จรับเงิน
โดยผู้บริหารโครงการหรือผู้รับมอบอำนาจลงนามรับรองในใบสำคัญรับเงิน
7.
การใช้จ่ายเงินในแต่ละรายการให้เป็นไปตามงบประมาณที่กำหนดไว้ในแผนงาน/โครงการเชิงรุก
ในกรณีที่จำเป็นผู้รับทุนสามารถปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายเงินที่ระบุไว้ในเอกสารโครงการภายในและระหว่างหมวดค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ
10 โดยยึดกิจกรรม
และแผนดำเนินงานเป็นหลัก โดยชี้แจงให้ สสส. ทราบพร้อมกับรายงานการเงินตามที่ระบุไว้ในสัญญารับทุน
ยกเว้น หมวดเงินเดือนค่าจ้าง
และหมวดครุภัณฑ์หากมีการปรับต้องทำความตกลงกับสำนักที่รับผิดชอบก่อน (เป็นลายลักษณ์อักษร)
8.
ไม่อนุญาตให้ ผู้รับทุน จ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างที่รับเงินเดือนประจำ
ของสสส. โดยเฉพาะเงินค่าตอบแทนไม่ว่ากรณีใด เพราะการทำงานร่วมกับภาคีถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่
สสส. ซึ่งได้รับเงินเดือนเป็นการประจำ
สำหรับค่าที่พักและพาหนะนั้นให้พิจารณาตามความเหมาะสมและจำเป็น
แต่ต้องไม่ซ้ำซ้อนกันหรือเบิกทั้งสองแห่ง
9.
การจ่ายค่าตอบแทน จะหยุดจ่ายชั่วคราวถ้าบุคคลนั้นไม่สามารถอยู่ปฏิบัติงานให้แก่โครงการได้เป็นเวลาเกิน
15 วัน ทำการติดต่อกัน
10.
ผู้รับผิดชอบโครงการ หรือ ผู้รับทุน
ที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือนหรือแบบเหมาจ่าย จาก สสส. ไม่สามารถรับค่าตอบแทนอื่น จากโครงการนั้นได้อีก ยกเว้น
การปฏิบัติงานนอกเหนือจากเงื่อนไขที่กำหนด และ ค่าพาหนะเดินทาง โดยเบิกได้ตามหลักเกณฑ์ที่ สสส. กำหนด
ในกรณีที่มีโครงการย่อยในความรับผิดชอบ
ให้ดำเนินการดังนี้
1.
การเบิกจ่ายเงินระหว่างแผนงานกับโครงการย่อยจะกระทำต่อเมื่อโครงการได้รับรายงานความก้าวหน้าจากโครงการย่อยพร้อมขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงวดถัดไป
2.
เมื่อผู้ประสานงานของโครงการได้รับรายงานความก้าวหน้าและขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงวดถัดไป
ให้จัดทำบันทึกแสดงความเห็นว่าควรให้เบิกจ่ายหรือไม่ต่อผู้จัดการแผนงาน
3.
ผู้ประสานงานนำบันทึกที่ได้รับอนุมัติแล้วส่งเจ้าหน้าที่การเงิน
4.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดทำใบสำคัญจ่ายเพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจากบัญชีแผนงาน
โดยแนบบันทึกอนุมัติจากผู้จัดการแผนงาน และแนบเช็คที่จัดพิมพ์ไว้ โดยเจ้าหน้าที่การเงินลงลายมือชื่อในช่องจัดทำ
5.
เมื่อได้รับอนุมัติเจ้าหน้าที่การเงินดำเนินการแจ้งให้ผู้ประสานงานทราบ
เพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการย่อยมารับเช็ค และลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน
6.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดส่งเอกสารที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อบันทึกรายการทันทีภายในวันนั้น
ในกรณีที่โครงการมีเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีคนเดียวกัน
ควรต้องวางระบบการควบคุมภายในที่ดี
มีการบันทึกบัญชีอย่างมีระบบและดูแลเรื่องการเงินอย่างรัดกุม
โครงการที่ต้องมีการจ่ายเงินสดอยู่ตลอดเวลา
ควรจัดทำวงเงินสดย่อยเพื่อความสะดวกคล่องตัวในทางการปฏิบัติอาจตั้งวงเงินสดย่อยไว้เป็นจำนวนที่เหมาะแก่การใช้จ่าย
และปลอดภัยในการเก็บรักษา และควรกำหนดวงเงินขั้นต่ำที่หากเงินสดย่อยถูกใช้จ่ายถึงจำนวนดังกล่าวให้รีบทำการเบิกเงินสดจากบัญชีโครงการมาชดเชยโดยการเคลียร์ใบสำคัญการจ่ายและขออนุมัติต่อผู้รับผิดชอบโครงการที่ได้รับมอบหมาย
ขั้นตอนการปฏิบัติ
1.
กำหนดผู้รับผิดชอบในการดูแลรักษาเงินสดย่อยโดยอาจเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน
และจำนวนเงินสดย่อยที่จะให้ดูแลรักษา
2.
ผู้รักษาเงินสดย่อยจัดทำใบสำคัญจ่าย
ขออนุมัติจากผู้รับผิดชอบโครงการเพื่อเบิกเงินจากบัญชีโครงการมาเก็บรักษาไว้
และลงลายมือชื่อในช่องผู้จัดทำ
3.
เมื่อมีการจ่ายเงินจากเงินสดย่อยให้เก็บหลักฐานการจ่ายเงินรวบรวมไว้
กรณีที่การจ่ายเงินไม่มีใบเสร็จ ให้ใช้ใบสำคัญรับเงิน แทน
โดยให้ผู้เบิกเงินใช้จ่ายลงลายมือชื่อผู้เบิกเงิน ทั้งนี้
ใบเสร็จรับเงินต้องมีชื่อ ที่อยู่ของผู้ขายหรือผู้ให้บริการอย่างชัดเจน
และระบุชื่อผู้ซื้อเป็นชื่อและที่อยู่โครงการ
4.
เมื่อเงินสดย่อยที่เก็บรักษาในมือลดลงจนถึงขั้นต่ำที่กำหนดให้ผู้รักษาเงินสดย่อยจัดทำใบสำคัญจ่ายเพื่อเบิกชดเชยจำนวนเงินที่จ่ายไปโดยแนบหลักฐานการจ่ายเงินที่รวบรวมไว้
5.
ผู้รักษาเงินสดย่อยส่งเอกสารที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อบันทึกรายการทันทีภายในวันนั้น
เงินทดรองจ่าย หมายถึง
เงินที่ผู้ปฏิบัติงานในโครงการเบิกล่วงหน้าเพื่อสำรองจ่ายในกิจกรรมประชุมหรือสัมมนา
หรือกิจกรรมที่ไม่สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้ถูกต้องตรงตามจำนวนที่ต้องจ่ายเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนในค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเพียงสามารถคาดประมาณค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น
ในกรณีเช่นนี้
ให้ผู้ปฏิบัติงานโครงการดำเนินการยืมเงินทดรองจ่ายและรีบคืนและเคลียร์เงินยืมในทันทีที่เสร็จกิจกรรม
ขั้นตอนการปฏิบัติ
1.
ให้ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องการใช้เงินทดรองจ่ายจัดทำบันทึกขออนุมัติจากผู้รับผิดชอบโครงการ
โดยแจกแจงรายละเอียดประมาณการที่ต้องการเบิกจ่าย เป็นค่าอะไร
จำนวนเงินคาดประมาณเท่าไหร่
2.
ผู้ปฏิบัติงานนำบันทึกที่ได้รับการอนุมัติพร้อมหลักฐานประกอบ
เช่น หนังสือเชิญประชุมส่งเจ้าหน้าที่การเงิน
3.
เจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบรายละเอียดการเบิกจ่ายว่า
เป็นไปตามเกณฑ์ที่โครงการกำหนดหรือไม่
4.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดทำใบยืมเงินทดรองจ่าย(งน.5)
เพื่อขออนุมัติเบิกจ่ายเงินจากบัญชีโครงการ
โดยแนบบันทึกขออนุมัติจากผู้รับผิดชอบโครงการ และใบถอนเงินธนาคารที่เขียนรายละเอียดการเบิกจ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว
หรือแนบเช็คที่จัดพิมพ์ไว้ โดยเจ้าหน้าที่การเงินลงลายมือชื่อในช่องผู้จัดทำ
5.
เมื่อได้รับอนุมัติเจ้าหน้าที่การเงินดำเนินการเบิกเงินจากบัญชีโครงการ
และให้ผู้ปฏิบัติงานลงลายมือชื่อในช่องผู้รับเงิน
6.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดส่งเอกสารที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อบันทึกรายการทันทีภายในวันนั้น
7.
เมื่อผู้ปฏิบัติงานดำเนินการใช้จ่ายเงินเรียบร้อยให้รวบรวมหลักฐานการจ่ายเงินและจัดทำใบคืนเงินทดรองจ่าย(งน.6)เสนอผู้รับผิดชอบโครงการอนุมัติ
พร้อมลงลายมือชื่อในช่องผู้คืนเงินทดรองจ่าย
8.
ผู้ปฏิบัติงานนำใบคืนเงินทดรองจ่าย(งน.6)ที่ได้รับอนุมัติแล้วส่งเจ้าหน้าที่การเงินพร้อมเงินคืน
(ถ้ามี) ให้เจ้าหน้าที่การเงินลงลายมือชื่อผู้รับเงิน
และนำเงินเข้าฝากบัญชีโครงการ
9.
เจ้าหน้าที่การเงินจัดทำใบสำคัญรับและใบสำคัญจ่าย
พร้อมแนบใบคืนเงินทดรองจ่าย(งน.6) และสำเนาใบฝากเงินธนาคาร ส่งเจ้าหน้าที่บัญชี
หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงิน
***หลักเกณฑ์นี้เป็นกรอบแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น
แผนงาน/ โครงการ สามารถปรับให้สอดคล้องกับสภาพการณ์และบริบทที่แท้จริงของแต่ละแผนงาน
โดยยึดหลัก ความเหมาะสม ประหยัด โปร่งใส
และเป็นธรรม และมีการลงบันทึกขออนุมัติปรับใช้จากผู้จัดการแผนงานหรือ
ผู้รับผิดชอบโครงการหลัก เป็นลายลักษณ์อักษรในเอกสารที่เกี่ยวข้อง***
ก. หมวดเงินเดือนและค่าจ้าง หมายถึง
เงินเดือนผู้รับผิดชอบโครงการ/หัวหน้าโครงการ ผู้ประสานงาน นักวิชาการ
เจ้าหน้าที่โครงการ และค่าจ้างลูกจ้าง
§ เงินเดือนและค่าจ้างของผู้รับผิดชอบแผนงาน/ชุดโครงการหรือโครงการ
จะจ่ายให้เป็นรายเดือนหรือเหมาจ่ายโดยแบ่งจ่ายตามผลงานรายงวด
ทั้งนี้การเบิกจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างในแต่ละงวดจะเบิกได้ตามที่กำหนดในแต่ละงวดเท่านั้น
ไม่อนุญาตให้นำเงินสนับสนุนหมวดอื่นมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนและค่าจ้าง
§
สสส. จะดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย ร้อยละ 3
จากเงินเดือนและค่าจ้างเฉพาะผู้รับผิดชอบหลัก ที่จ่ายในแต่ละงวด ยกเว้น
หน่วยงานที่มีเลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษีและมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
ให้ดำเนินการหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากรเอง
§
สสส. จะออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ
ที่จ่ายในนามผู้รับผิดชอบหลัก ของแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
บุคคลอื่นที่ร่วมคณะทำงานโดยได้รับค่าตอบแทน
มีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการยื่นจ่ายภาษี ให้กรมสรรพากรด้วยตนเองตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
§
ในการรับเงินเดือนและค่าจ้างห้ามมิให้มีการลงนามรับเงินแทนกัน
และจ่ายเป็นรายเดือนตามที่กำหนดไว้
ข. หมวดค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ หมายถึง
ค่าใช้จ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ และงานประจำ
|
รายการ
|
รายละเอียด
|
|
1.
ค่าตอบแทน
|
หมายถึง
ค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับบุคคลที่ปฏิบัติงานให้กับโครงการ ซึ่งไม่ใช่
ผู้รับผิดชอบ ผู้ประสานงาน หัวหน้าโครงการ นักวิชาการ
เจ้าหน้าที่และลูกจ้างแผนงาน/ชุดโครงการ/โครงการ
|
|
2.
ค่าตอบแทนในการประชุม/ค่าตอบแทนในการพิจารณาโครงการ
(ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ บุคคลทั่วไป)
|
ให้จ่ายเริ่มต้นที่
500 บาท ถึง 5,000 บาท ตามความเหมาะสม โดยการพิจารณาตาม
-
ปริมาณงาน
-
ความยากง่ายของงาน
-
ความเร่งด่วนของงาน
-
อัตราค่าจ้าง/เงินเดือนบุคคลนั้น
หรืออัตราท้องตลาด
-
คุณวุฒิและประสบการณ์
|
|
3.
ค่าตอบแทนวิทยากร
|
§ ค่าตอบแทนวิทยากร 300 บาท/ชั่วโมง
หรือ 500 บาท/ครึ่งวัน หรือ 1,000 –
2,500 บาท/วัน
§ ค่าวิทยากรเหมารวมกลุ่ม
1,500 บาท/ครึ่งวันหรือ 3,000 บาท/วัน
หมายเหตุ
- วิทยากรที่มาจากต่างจังหวัดเบิกค่าพาหนะตามจริงและตามสิทธิ์-- วิทยากรที่มาจากพื้นที่จังหวัดเดียวกันกับสถานที่จัดประชุม
จะจ่ายเฉพาะค่าค่าตอบแทนเท่านั้น
|
|
4.
ค่าตอบแทนที่ปรึกษาทางวิชาการ ที่มี Terms of Reference (TOR) ที่ชัดเจน
|
ประมาณการทำงานเป็น
person –
days วันละไม่เกิน 2,000 – 3,500 บาท
คิดจากคุณวุฒิ ประสบการณ์ ความยากง่ายของเรื่อง ความยากง่ายในการหาที่ปรึกษา
|
|
5.ค่าตอบแทนการวิเคราะห์ข้อมูล
(เชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ)
|
เริ่มตั้งแต่ 2,000 – 50,000 บาท ต่อชิ้นงาน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน
|
|
6.ค่าตอบแทนการ
key ข้อมูล
|
Record ละ 1
บาท (ประมาณ 80 เคาะ)
หรือตามความเหมาะสม
|
|
7.ค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน
ซึ่งมิใช่ลูกจ้าง หรือผู้ประสานงานโครงการ
|
เช่น
ผู้ช่วยเตรียมการประชุม เลขานุการประชุม เจ้าหน้าที่ประสาน
หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นที่ไม่ใช่งานวิชาการ ให้จ่ายในอัตราเหมาจ่ายวันละไม่เกิน 500 บาท
|
|
8.ค่าใช้สอย
|
หมายถึง ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ เช่น
ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่าเช่าอาคาร ค่าเช่ารถ
ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหาร
|
|
9.ค่าวัสดุ
|
หมายถึง
ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่เมื่อใช้แล้วสิ้นเปลืองหมดไป
สำหรับใช้งานในโครงการ ไม่คงสภาพเดิม
|
ค.หมวดค่าใช้จ่ายในการจัดประชุม/สัมมนา/ปฏิบัติงาน
ในการเดินทางไปปฏิบัติงาน/สัมมนาต่างจังหวัด
ผู้ปฏิบัติงานโครงการจะต้องได้รับการอนุมัติการเดินทางจากหัวหน้าโครงการหรือผู้จัดการแผนงาน
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ปฏิบัติงานโครงการ
(ไม่รวมผู้จัดการและหัวหน้าโครงการที่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนจาก สสส.)
สามารถเบิกได้ตามรายการต่อไปนี้
|
รายการ
|
รายละเอียด
|
|
1. ค่าเบี้ยเลี้ยง
|
§ ในการเดินทางไปปฏิบัติงานต่างจังหวัด
โดยไม่จำเป็นต้องค้างคืน
แต่จำเป็นต้องใช้เวลาในการปฏิบัติงานให้เสร็จสิ้นในวันเดียวกัน เกิน12 ชั่วโมง
เจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้ 1 วัน
§ ในการเดินทางไปปฏิบัติงานต่างจังหวัด
โดยจำเป็นต้องค้างคืน
ให้ถือเอาเวลาปฏิบัติงานเป็นเกณฑ์ในการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง
โดยจะต้องปฏิบัติงานไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน
จึงจะเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้
§ เบิกค่าเบี้ยเลี้ยงหรือเบิกค่าอาหารได้ไม่เกินวันละ
200 บาท สำหรับผู้ปฏิบัติงานทุกตำแหน่ง
*** กรณีเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงแล้วจะเบิกค่าอาหารอีกไม่ได้
หรือเบิกค่าอาหารแล้วจะเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงอีกไม่ได้
***ผู้จัดการแผนงาน หรือผู้ช่วยผู้จัดการ
ที่ได้รับค่าตอบแทนรายเดือนเป็นประจำแล้ว
ไม่ควรเบิกค่าเบี้ยเลี้ยง/ค่าอาหาร
|
|
2. ค่าที่พัก
กรณีไปปฏิบัติงานในต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว
|
§ สามารถเบิกค่าที่พักได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาท/คืน (พร้อมหลักฐานใบเสร็จรับเงิน) ทั้งนี้นอกเหนือจากกรณีดังกล่าวมาแล้ว
การเบิกจ่ายขึ้นอยู่ในดุลยพินิจของผู้จัดการแผนงาน/ ผู้รับผิดชอบโครงการ
§ กรณีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงาน
แต่มีบ้านพัก (ส่วนตัว พี่น้องหรือบ้านเพื่อน) เบิกค่าที่พักได้ 100 บาท/ วัน
§ กรณีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานโดยมีหน่วยงาน
/ โครงการออกค่าใช้จ่ายสำหรับที่พัก หรือจัดที่พักให้ จะนำหลักฐานมาขอเบิกค่าที่พักอีกไม่ได้
§ กรณีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานในพื้นที่
ที่องค์กรรับทุนมีที่พักให้ถือว่าไม่มีค่าใช้จ่ายด้านที่พัก
|
|
3. ค่าพาหนะ
|
3.1 กรณีเดินทางเพื่อปฏิบัติงานต่างจังหวัด
§ ผู้เดินทางเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามที่จ่ายจริง
หากเจ้าหน้าที่จะเดินทางโดยเครื่องบิน
ต้องได้รับอนุมัติจากผู้จัดการแผนงาน/ผู้รับผิดชอบโครงการ (พร้อมแนบหลักฐานใบเสร็จรับเงิน
หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงว่ามีการเดินทางจริง เช่น กากตั๋ว หรือ ตั๋ว Electronic
(E-ticket))
§ กรณีใช้ยานพาหนะส่วนตัว
สามารถเบิกค่าใช้จ่ายน้ำมัน
รวมค่าเสื่อมได้ในอัตราไม่เกินกิโลเมตรละ 4 บาท และไม่ควรเกินจากราคาตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัด
โดยใช้ใบสำคัญรับเงินเป็นหลักฐานการจ่ายเงิน
§ กรณีค่าเช่ารถ ไม่เกิน 1,800 บาท / วัน
(ไม่รวมค่าน้ำมัน)
|
|
3.2
กรณีเดินทางเพื่อปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
§ เบิกจ่ายตามอัตราพาหนะรับจ้างตามที่จ่ายจริง
ทั้งนี้หากใช้ยานพาหนะส่วนตัว อัตราการเบิกจ่ายให้อิงตามหลักเกณฑ์ข้อ 3.1
|
|
|
4.
ค่าตอบแทนการประชุม
|
§ ค่าตอบแทนการประชุมของ
คณะกรรมการกำกับทิศทาง (ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารแผน) ให้พิจารณาตามความเหมาะสม เช่น
ประธาน ประมาณ 2,000 บาท/คน/ครั้ง
กรรมการ ประมาณ 1,000 บาท/คน/ครั้ง
§ ค่าตอบแทนการประชุมอื่นๆ
ให้พิจารณาตามความเหมาะสม เช่น
ประธาน ประมาณ 1,000-1,500
บาท/คน/ครั้ง
กรรมการ
/ผู้ทรงคุณวุฒิ ประมาณ 500 บาท/คน/ครั้ง
§ ค่าตอบแทนการประชุมเหล่านี้
จะรวมค่าพาหนะสำหรับผู้ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลไว้แล้ว แต่ในกรณี ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัด
จะเบิกจ่ายเพิ่มค่าพาหนะตามจริงและตามสิทธิ นอกเหนือจากค่าตอบแทนการประชุม
|
|
5.
ค่าจัดประชุม อบรม สัมมนา
|
§ ค่าห้องประชุม
อบรม สัมมนา ค่าเช่าสถานที่
-
ประมาณ 1,000 – 3,000 บาท / วัน ถ้าเป็นการจัดประชุมในชุมชนไม่ควรมี แต่ถ้ามีไม่ควรเกิน 500 บาท / วัน
-
กรณีจัดประชุมโดยมีค่าอาหารกลางวันและอาหารว่างไม่ควรมีค่าห้องประชุม
§
ค่าอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ในการประชุม
-
1,000 – 5,000 บาท / วัน
กรณีที่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษนอกเหนือจากอุปกรณ์ที่เป็นพื้นฐานเท่านั้น
§ ค่าอาหารมื้อหลัก
-
จัดในชุมชน 30 – 70 บาท/คน/มื้อ
-
จัดในเมืองที่นอกเหนือจากโรงแรม 50 – 100 บาท/คน/มื้อ
-
จัดในโรงแรม 150-300 บาท/คน/มื้อ
-
คิดเหมารวมต่อวัน ไม่เกิน 250-500 บาท/คน/วัน (ตามจ่ายจริง) ขึ้นอยู่กับสถานที่จัดและจำนวนมื้ออาหาร
(ผู้เข้าประชุมทั่วไป 3 มื้อ)
§ ค่าอาหารว่าง
-
25-50 บาท/มื้อ
§
หมวดค่าจัดพิมพ์เอกสาร
- พิจารณาจำนวนพิมพ์
ตามโอกาสใช้ประโยชน์ได้จริง
สนับสนุนค่าพิมพ์ตามราคาตลาดโดยประหยัดพร้อมหลักฐานใบเสร็จ
|
ง.หมวดค่าครุภัณฑ์
หมายถึงค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่มีความคงทนถาวร และมีราคาต่อหน่วย
หรือต่อชุด ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายชำระพร้อมกันแล้วเกิน 10,000 บาท
ซึ่งครุภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องมีความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานโครงการและมีการตกลงกันไว้ก่อน ส่วนในกรณีครุภัณฑ์ที่ต่ำกว่าเกณฑ์
คือมีมูลค่าไม่เกิน 10,000 บาท แต่มีความคงทนถาวร
ขอให้จัดทำ เป็นทะเบียนคุมวัสดุ แทน
จ. หมวดค่าสาธารณูปโภค หมายถึง ค่าบริการสาธารณูปโภค
สื่อสาร และโทรคมนาคม รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระพร้อมกัน เช่น ค่าบริการ ค่าภาษี
ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าไปรษณีย์
การเบิกจ่ายค่าสาธารณูปโภคต้องจ่ายโดยมีใบเสร็จ/ใบสำคัญรับเงิน
หากใช้สำเนาในการเบิกจ่ายให้อนุมัติรับรองในใบเสร็จรับเงิน/ใบสำคัญรับเงิน
ฉ.
หมวดค่าธรรมเนียมสถาบัน (Overhead Cost)
ค่าธรรมเนียมสถาบัน (Overhead cost) หมายถึง ค่าธรรมเนียมที่ สสส.
พิจารณาจัดสรรให้แก่สถาบันหรือองค์กรเป็นการตอบแทนที่ได้รับผิดชอบในการดำเนินการแผนงานหรือโครงการตามพันธกิจของ
สสส. อันเป็นวงเงินที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากค่าตอบแทนบุคคลและค่าใช้จ่ายของแผนงาน/โครงการนั้น
ในกรณีที่แผนงาน/โครงการดังกล่าวเป็นพันธกิจขององค์กรนั้นอยู่แล้ว
หรือเป็นพันธกิจร่วมกันกับ สสส. หรือองค์กรนั้นไม่ประสงค์จะรับค่าธรรมเนียม
หรือด้วยเหตุผลที่สมควรอื่น
ก็จะไม่มีการจัดสรรค่าธรรมเนียมสถาบันจาก สสส. ทั้งนี้การวินิจฉัยการจัดสรรค่าธรรมเนียมสถาบันหรือไม่นั้น ตลอดจนการกำหนดจำนวนค่าธรรมนียมนี้ เป็นการพิจารณาของ
สสส.และระบุลงในสัญญาสนับสนุนทุน
โดยสถาบัน/องค์กรผู้รับผิดชอบแผนงาน/โครงการให้ความเห็นชอบด้วยการลงนามในสัญญา
ในกรณีที่มีการจัดสรรค่าธรรมเนียมสถาบันให้แล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแผนงาน
ที่สถาบันพึงสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่การดำเนินแผนงาน/โครงการ จะต้องไม่นำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายในแผนงาน/โครงการอีก อันได้แก่
1)
ค่าสาธารณูปโภค
ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ประปา และอินเตอร์เน็ต
2)
ค่าใช้สถานที่ทำงาน ครุภัณฑ์
อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
รวมถึงระบบสารสนเทศ
3)
ค่าบริการอำนวยความสะดวก ได้แก่ บริการทำความสะอาด
รักษาความปลอดภัย ระบบสนับสนุนบัญชีและการเงิน งานบุคคล งานส่งเอกสาร เป็นต้น
4)
อื่นๆ เช่น ค่าตอบแทนเวลาแก่สถาบัน
ชดเชยเวลาทำงานของบุคลากร
ทั้งนี้
อาจมีข้อผ่อนผันบ้างสำหรับสถาบันหรือองค์กรตั้งใหม่
หรือขนาดเล็กที่ขาดความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานบางประการ
ในกรณีที่แผนงานมีการสนับสนุนทุนต่อองค์กร/สถาบันอื่นเพื่อดำเนินโครงการย่อยตามกรอบของแผนงาน
ควรใช้แนวทางทำนองเดียวกันในการพิจารณาค่าธรรมเนียมสถาบันภายใต้แผนงานด้วย
แนวทางการคำนวณค่าธรรมเนียมสถาบัน
เนื่องจาก
สสส.มีการสนับสนุนทุนโครงการเชิงรุกในหลายลักษณะ
การคำนวณค่าธรรมเนียมสถาบันจึงยึดหลักของความสมเหตุสมผล ไม่ซ้ำซ้อน และระดับการเป็นพันธกิจร่วม แบ่งตามลักษณะของโครงการ ดังนี้
|
ลักษณะโครงการ
|
ค่าธรรมเนียมฯ
|
ตัวอย่างการคำนวณ
|
|
1.แผนงาน/โครงการ
ชนิดไม่มีการสนับสนุนทุนโครงการย่อย
|
ไม่เกินร้อยละ
10ของงบดำเนินการโครงการ (ไม่รวมงบค่าตอบแทน, เงินเดือน/ค่าจ้าง)
ทั้งนี้ รวมแล้ว
ไม่เกิน 5 ล้านบาท
|
โจทย์ : โครงการมีมูลค่า 5 ล้านบาท
แบ่งเป็น
(1) งบค่าตอบแทนหัวหน้าโครงการ =100,000 บาท
(2)
งบค่าจ้างรายเดือน (เงินเดือน ค่าจ้าง ของเจ้าหน้าที่)
=400,000 บาท
(3) งบดำเนินการ (รวมงบกิจกรรม
บริหารจัดการ)
=4,500,000
บาท
วิธีคำนวณ : คิดค่า
overhead ร้อยละ 10 ของงบดำเนินการ ดังนั้นคิดเป็นเงิน = 450,000 บาท
|
|
2.
แผนงาน/โครงการ ชนิดที่มีการสนับสนุนทุนโครงการย่อย
|
(1)
ไม่เกินร้อยละ 10 ของงบดำเนินการของแผนงาน/โครงการ (ไม่รวมงบค่าตอบแทน,
เงินเดือน/ค่าจ้าง)
(2)
ไม่เกินร้อยละ 5 ของงบสนับสนุนทุนโครงการย่อย
ทั้งนี้ รวมแล้ว
ไม่เกิน 5 ล้านบาท
|
โจทย์ : แผนงานมูลค่า 40
ล้านบาท แบ่งงบเป็น
(1)
งบค่าตอบแทนหัวหน้าโครงการ = 500,000 บาท
(2)
งบบริหารจัดการ = 4,500,000
บาท
ประกอบด้วย
(2.1) เงินเดือน/ค่าจ้าง จนท.(= 2,000,000
บาท)
(2.2) ค่าบริหารจัดการ (= 2,500,000
บาท)
(3)
งบจัดกิจกรรม/กระบวนการ =10,000,000
บาท
(4)
งบสนับสนุนโครงการย่อย =25,000,000 บาท
วิธีคำนวณ : คิดค่า
Overhead
(ก)
คำนวณจาก ร้อยละ 10 ของ
-
งบหมวด (2.2) ค่าบริหารจัดการ (2,500,000 บ.)
และ
-
งบหมวด (3) จัดกิจกรรม/กระบวนการ (10,000,000
บ.)
คิดเป็นเงิน = 1,250,000 บาท
(ข)
คำนวณจาก ร้อยละ 5 ของ
-
งบหมวด (4) สนับสนุนโครงการย่อย (25,000,000 บ.)
คิดเป็นเงิน =1,250,000 บาท
ดังนั้น จาก ข้อ (ก) และ (ข) รวมค่า overhead
ของแผนงานนี้ทั้งหมด = 2,500,000 บาท
|
|
3. โครงการวิจัย
วิชาการ
|
ไม่เกินร้อยละ
10ของงบประมาณทั้งหมดของโครงการ
ทั้งนี้ รวมแล้ว
ไม่เกิน 5 ล้านบาท
|
โจทย์ : โครงการมูลค่า
5,000,000 บาท แบ่งเป็น
(1) งบค่าตอบแทนหัวหน้าโครงการ =100,000 บาท
(2)
งบค่าตอบแทนนักวิจัย ผู้ช่วย เจ้าหน้าที่
=400,000 บาท
(3)
งบดำเนินการ (ค่าใช้สอย/วัสดุ ค่าจัดกระบวนการ/ลงพื้นที่ ฯลฯ)
=4,500,000 บาท
วิธีคำนวณ : คิดค่า Overhead ร้อยละ 10 ของทุกหมวดงบประมาณ ดังนั้นคิดเป็นเงิน = 500,000
บาท
|
ช. หมวดรายจ่ายอื่นๆ
หมายถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เข้าลักษณะประเภทรายจ่ายใดๆ ข้างต้น ตามตกลงกันในเบื้องต้น
ซ.
ข้อห้าม/ข้อยกเว้น ที่ต้องขออนุมัติจาก สสส.
ข้อห้าม
1.
ห้ามใช้บัตร ATM ในการเปิดบัญชีธนาคารโครงการ
2.
ห้ามโอนเงินสนับสนุนที่ได้รับในหมวดอื่นมาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนและค่าจ้าง
3.
ห้ามโอนเงินสนับสนุนของหมวดอื่นๆ (ไม่รวมเงินเดือนและค่าจ้าง)
เกินกว่าร้อยละ 10 หากมีความจำเป็น โครงการต้องทำหนังสือขออนุมัติจาก สสส.
เป็นลายลักษณ์อักษร
ข้อยกเว้น
1.
ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร โครงการ/แผนงาน
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในโครงการได้ แต่ต้องทำหนังสือแจ้งความประสงค์และเหตุผลความจำเป็นเป็นลายลักษณ์อักษรให้
สสส.พิจารณาอนุม้ติก่อน
2.
แบบฟอร์มการเงินในโครงการ สามารถใช้แบบฟอร์มของทางราชการได้ (โดยเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง)
**
กรณีที่มีความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางนี้ได้
ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการสำนักฯ สสส. และผู้รับผิดชอบโครงการในการตกลงร่วมกัน
การบัญชี
การจัดทำบัญชีของโครงการ
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการได้ทราบถึงสถานะการเงินของโครงการว่ามีเงินสดและเงินฝากธนาคารคงเหลืออยู่เท่าไร และได้ใช้จ่ายไปในกิจกรรมใดบ้าง
รวมทั้งมีงบประมาณคงเหลือในแต่ละกิจกรรมอีกเท่าไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลเพื่อการบริหารโครงการต่อไป
และจัดทำรายงานเงินงวดเพื่อเสนอต่อ สสส. ทราบ
เมื่อเจ้าหน้าที่บัญชีได้รับเอกสารใบสำคัญรับหรือใบสำคัญจ่ายจากเจ้าหน้าที่การเงิน
ให้ทำการตรวจสอบความถูกต้องของรายการที่เกิด จำนวนเงิน และการอนุมัติ และจัดเก็บเอกสารใบสำคัญรับหรือใบสำคัญจ่ายเข้าแฟ้มแยกตามประเภทใบสำคัญเรียงตามเลขที่และวันที่เกิดรายการ
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการจัดทำบัญชีสำหรับโครงการ
สสส. ได้ออกแบบสมุดบัญชีอย่างง่ายในรูปแบบของ Ms.Excel ซึ่งเป็นการรวมเอาสมุดเงินสดและเงินฝากธนาคาร
สมุดแยกประเภทรายจ่าย และสมุดแยกประเภทรายรับไว้ใน work sheet เดียวกัน เพื่อให้ง่ายต่อการบันทึกรายการ โดยผู้จัดทำบัญชีเพียงบันทึกรายการรับ - จ่ายเงินสดและเงินฝากธนาคาร พร้อมทั้งระบุรหัสกิจกรรม
และจำแนกประเภทรายจ่ายและรายรับ ใน “สมุดเงินสด เงินฝากธนาคาร
และบัญชีแยกประเภท“ (บน. 1) จากนั้นรายการที่บันทึกจะถูกสรุปไปยัง
“สรุปรายจ่ายตามรายกิจกรรม” (บน. ที่
2) ”สรุปการใช้จ่ายเงินงบประมาณแยกตามกิจกรรม” (บน. 3) และกระทบยอดเงินสดเงินฝากธนาคาร (บน. 4)
โดยอัตโนมัติ (นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงรายงานการเงิน
(ง.1 – ง.3) โดยการใช้สูตรการคำนวณของ MS. Excel ดังตัวอย่างดังนี้
กระทบยอดเงินสดเงินฝากธนาคาร
(บน.4)
|
|
|
|
|
รายรับ
|
|
|
|
|
รายรับเงินงวด
|
300,000.00
|
|
|
รายรับอื่น
|
-
|
|
|
รวมรายรับ
|
300,000.00
|
|
รายจ่าย
|
|
|
|
|
รายจ่ายตามเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน
|
197,800.00
|
|
|
รวมรายจ่าย
|
197,800.00
|
|
|
|
|
|
รายรับสูงกว่ารายจ่าย
(เงินสดคงเหลือ) - (A)
|
102,200.00
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
เงินสดคงเหลือประกอบด้วย
|
|
|
|
|
เงินสดในมือ
|
1,000.00
|
|
|
เงินฝากธนาคาร
|
101,200.00
|
|
|
เงินยืมทดรอง
|
-
|
|
|
รวม - (B)
|
102,200.00
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ผลต่าง
(A)
- (B)
|
-
|
|
|
|
ต้องเท่ากับศูนย์เสมอ
|
|
|
|
|
ทั้งนี้ สสส.
ได้นำตัวอย่างการบันทึกบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ลงไว้ใน CD
ที่แนบมากับคู่มือการดำเนินงาน ฯ นี้แล้ว
ในกรณีที่มีโครงการย่อยในความดูแล
ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่บัญชีได้รับใบสำคัญจ่ายการเบิกเงินงวดให้แก่โครงการย่อย
นอกจากบันทึกรายการในสมุดเงินสดจ่าย ให้บันทึกรายการในทะเบียนคุมโครงการย่อย
(สน.3) เนื่องจากการจัดทำทะเบียนคุมโครงการย่อยเพื่อดูความเคลื่อนไหวจะมีประโยชน์ต่อการติดตาม
ควบคุม กำกับงานมาก
ทะเบียนคุมโครงการย่อย
(สน.3)
|
ลำดับ
|
เลขที่สัญญา
|
ชื่อโครงการ
|
งบประมาณรวม
|
งวด 1
|
งวด 2
|
งวด 3
|
จำนวนเงินรับคืน
|
หมายเหตุ
|
||||||
|
วันที่
|
จำนวนเงิน
|
คงเหลือ
|
วันที่
|
จำนวนเงิน
|
คงเหลือ
|
วันที่
|
จำนวนเงิน
|
คงเหลือ
|
||||||
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
พัสดุ
ความหมาย
“พัสดุ” หมายถึง
วัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และการจ้าง เว้นแต่ในข้อบังคับ
จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
“วัสดุ” หมายถึง
สิ่งของที่มีความหมดเปลืองจากการใช้ ชำรุด หรือเสื่อมสภาพได้ง่าย
หรือสิ่งของที่ใช้เพื่อการบำรุงรักษา ซ่อมแซม เสริมสร้าง หรือปรับปรุงพัสดุ
รวมทั้งอะไหล่ ชุดอะไหล่ หรือส่วนประกอบของครุภัณฑ์หลัก แบบพิมพ์ต่าง ๆ
หรือสิ่งตีพิมพ์ที่สำนักงานกำหนดหรือจัดให้พิมพ์เพื่อใช้ในกิจการของสำนักงาน
และให้หมายความรวมถึงสิ่งของที่มีลักษณะถาวรหรือมีอายุการใช้งานมากกว่าหนึ่งปีและมีราคาไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
“ครุภัณฑ์” หมายถึง สิ่งของที่มีลักษณะคงทนถาวรหรือมีอายุการใช้งานมากกว่า
1 ปี
“การซื้อ” หมายถึง การซื้อพัสดุทุกชนิดทั้งที่มีการติดตั้ง ทดลอง
และบริการที่เกี่ยวเนื่องอื่น แต่ไม่หมายความรวมถึงการจัดหาพัสดุในลักษณะการจ้าง
“การจ้าง” หมายถึง การจ้างทำของ
การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา รวมทั้งการออกแบบและการควบคุมงาน
แต่ไม่หมายความรวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่
ลูกจ้าง หรือบุคคลอื่นตามข้อบังคับกองทุนฯ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
“การจำหน่ายพัสดุ” หมายถึง การมอบโอน การตัดบัญชี การแลกเปลี่ยน การขาย การแปรสภาพ
หรือการทำลาย
เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายประหยัดและมีคุณภาพ การจัดซื้อ/จัดจ้าง
ต้องยึดหลักพัสดุที่มีคุณภาพสูง ราคาไม่สูงกว่าราคาตลาด และใช้ได้ทันเหตุการณ์ โดยปฏิบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารงานพัสดุ
พศ. 2547 ของสสส. หรือตามที่ระบุไว้ในสัญญา ทั้งนี้จะต้องมีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินที่ถูกต้อง
หากมีการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือข้อตกลงในสัญญาที่ระบุไว้ได้
ให้ทำความตกลงกับ สสส.
เป็นกรณีๆ ไป
การปรับเปลี่ยนหรือไม่ปฏิบัติโดยพลการอาจมีผลต่อการพิจารณาเบิกเงินงวด
หรือการพิจารณาทุนในครั้งต่อไป
การจัดซื้อจัดจ้างหากไม่มีการตกลงไว้เป็นการเฉพาะ ขอให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารงานพัสดุ
พศ.2547 ของ สสส. ซึ่งพอสรุปวิธีดำเนินการได้ ดังนี้
|
วิธีการ
|
กำหนดวงเงิน/ครั้ง
|
วิธีดำเนินการ/การตรวจรับ
|
|
1.การจัดหาโดยวิธีการตกลงราคา
|
ไม่เกิน 500,000 บาท
|
1.
ตกลงราคากับผู้ขายหรือผู้รับจ้างโดยตรง
2.
วงเงินเกิน 50,000 บาท ให้ ผู้จัดการแผนงานแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอย่างน้อย 3
คน
|
|
2.
การจัดหาพัสดุโดยการเปรียบเทียบราคาดำเนินการในกรณีที่พัสดุ/งานมีคุณลักษณะมาตรฐานหรือรูปแบบรายละเอียดของพัสดุ/การจ้างที่ชัดเจน
|
เกิน 500,000 บาท
|
1.
ให้ผู้จัดการแผนงานแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อกำหนดรายละเอียดพัสดุ/งาน
รวมทั้งเปรียบเทียบราคาเพื่อสรุปเสนอแนะตามความเหมาะสม
2.
ดำเนินการจัดซื้อ/จ้าง
โดยให้มีคณะกรรมการตรวจรับตามที่ผู้จัดการแต่งตั้งไม่น้อยกว่า 3 คน
|
|
3.
การจัดหาพัสดุโดยการคัดเลือกให้ดำเนินการได้ในกรณีดังต่อไปนี้
-
ไม่อาจกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะมาตรฐานที่ครบถ้วนได้
-
ต้องจัดหาโดยเร่งด่วนหากล่าช้าอาจส่งผลเสียหายต่อการดำเนินงาน
-
เคยจัดหาแล้วแต่มีความจำเป็นต้องจัดหาเพิ่มด่วนเพื่อประโยชน์ของสำนักงาน
-
ต้องจัดหาหรือเช่าโดยตรงจากต่างประเทศหรือดำเนินการผ่านองค์กรระหว่างประเทศ
-
โดยลักษณะของการใช้งานหรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่ต้องระบุยี่ห้อหรือสถานที่เป็นการเฉพาะ
เช่น อะไหล่ต่างๆ การกำหนดสถานีเพื่อการออกอากาศประชาสัมพันธ์
-
โดยลักษณะเป็นที่ดิน
หรือสิ่งปลูกสร้างที่จำเป็นต้องซื้อหรือเช่าเฉพาะแห่งเช่นการติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์
การเช่าสำนักงาน เป็นต้น
-
จัดหาโดยวิธีเปรียบเทียบราคาแล้วไม่ได้ผล
|
เกินกว่า 500,000 บาท
|
1.
ให้ผู้จัดการแผนงานแต่งตั้งคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน ทำหน้าที่กำหนดรายละเอียด
สำรวจข้อมูลและดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย
2.
หากผู้จัดการแผนงานเห็นว่า พัสดุในข้อ 1 เป็นงานเฉพาะก็ได้
3.
คณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายดำเนินการและเสนอผลการดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมาย
4.
ดำเนินการจัดหาพัสดุโดยมีคณะกรรมการตรวจรับตามที่ผู้จัดการแผนงานแต่งตั้งไม่น้อยกว่า
3 คน
|
หมายเหตุ โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
“หลักเกณฑ์การบริหารงานพัสดุ พศ.2547 ของ สสส.”และ “ประกาศ สสส.เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุ ณ 7 กุมภาพันธ์ 2550 ” (รายละเอียดตาม
บทที่ 6) ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับแผนงาน/โครงการ
โดยไม่ขัดหรือแย้งกับหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว
การจัดซื้อครุภัณฑ์ที่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารสัญญา
ของโครงการ ผู้รับทุนจะต้องตกลงกับ สำนักที่รับผิดชอบ (ฝ่าย สสสส.)
เป็นกรณีเฉพาะก่อนดำเนินการ
การดำเนินการของโครงการเกี่ยวกับครุภัณฑ์
เมื่อโครงการได้ดำเนินการจัดซื้อครบถ้วนกระบวนการจนได้ครุภัณฑ์มาแล้วให้ดำเนินการ
ดังนี้
1.
รหัสครุภัณฑ์ ให้โครงการกำหนดรหัสครุภัณฑ์ ติดแถบให้เห็นชัดเจน สามารถตรวจสอบอ้างอิงได้
2.
ทะเบียน(คุม)ครุภัณฑ์ ให้จัดทำทะเบียนครุภัณฑ์ (แนบท้ายหมายเลข 1)
เพื่อใช้เป็นทะเบียนคุมครุภัณฑ์
โดยในแต่ละรายการให้ถ่ายสำเนาใบส่งของ / ใบกำกับภาษี /
ใบเสร็จรับเงิน (อย่างใดอย่างหนึ่ง) พร้อมระบุวันที่รับครุภัณฑ์ชิ้นนั้นๆแนบไว้ด้วย
3.
อุปกรณ์ควบหรือเสริม ในส่วนที่เป็นอุปกรณ์ควบหรือเสริมของระบบคอมพิวเตอร์
ดิจิตอล หรือ computer accessories
หากครุภัณฑ์หลักราคาเกิน 10,000 บาท
ถึงแม้ราคาไม่ถึง 10,000 บาท ก็ให้ใส่ใน “ทะเบียนครุภัณฑ์” ด้วย
4.
การตรวจนับ อย่างน้อยทุก 6 เดือน
จะต้องมีการตรวจนับความถูกต้องครบถ้วน พร้อมระบุสภาพการใช้งาน
หัวหน้าโครงการจะต้องลงนามรับทราบกำกับผลการตรวจนับด้วยทุกครั้ง
5.
การดูแลรักษา โครงการเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรักษาครุภัณฑ์ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมและปลอดภัย
หากเกิดความเสียหายที่ไม่ใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย
ไม่ถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องจ่ายจากเงินของโครงการ
ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ผู้รับผิดชอบจะต้องดำเนินการซ่อมหรือจัดหามาให้โครงการใช้งานได้ตามปกติ
6.
การเบิกเงินงวด ปิดโครงการ หรือยกเลิกโครงการ
จะต้องแนบ “ทะเบียนครุภัณฑ์” (ถ้ามีรายการ) ทุกครั้ง
ในกรณีที่โครงการมีการจัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ ใช้ในโครงการ
เพื่อความสะดวกในการควบคุมและตรวจสอบ
ให้โครงการจัดทำทะเบียนครุภัณฑ์โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อเจ้าหน้าที่บัญชีได้รับใบสำคัญจ่าย
(Payment
Voucher) ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการซื้อครุภัณฑ์จากเจ้าหน้าที่การเงิน
เจ้าหน้าที่บัญชีต้องบันทึกรายการดังกล่าวลงในทะเบียนครุภัณฑ์(พน.4)ทันที
โดยที่ทะเบียนครุภัณฑ์ ควรประกอบด้วย
1)
ลำดับที่
2)
รหัสครุภัณฑ์ที่กำหนดขึ้นเป็นตัวเลขเพื่อใช้ในการควบคุม
และจัดทำป้ายตัวเลขติดที่ครุภัณฑ์นั้นๆ เพื่อสะดวกในการตรวจสอบ
3)
จำนวน
4)
รายละเอียดของครุภัณฑ์
5)
วันที่ได้มา
6)
เลขที่เอกสารอ้างอิง นำมาจากใบสำคัญจ่าย
7)
ราคาทุนหรือราคาที่ซื้อมา
8)
สถานที่ตั้ง
กรณีส่งมอบครุภัณฑ์นั้นให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ใช้ประโยชน์ต้องจัดทำหนังสือส่งมอบการดูแลรักษาเป็นหลักฐาน
9)
เก็บสำเนาหลักฐานใบเสร็จรับเงิน /
ใบกำกับภาษีที่ใช้ประกอบการบันทึกทะเบียนคุมครุภัณฑ์แนบไว้กับตัวทะเบียนด้วย
2. รายงานผู้บริหารโครงการทราบทุก 6
เดือน
แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ
ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. ให้จัดหาครุภัณฑ์หรือวัสดุสำนักงานจำเป็นสำหรับการดำเนินงาน
เมื่อปิดโครงการ ยุติโครงการ หรือ ยกเลิกโครงการ ให้สำนักที่รับผิดชอบร่วมกับ
ผู้รับผิดชอบ แผนงาน ชุดโครงการ หรือ โครงการ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์การบริหารงานพัสดุ
พ.ศ.2547 และ ประกาศ สสส.เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุ ณ 7
กุมภาพันธ์ 2550 ” ของ สสส.ดังนี้
1. จำหน่ายครุภัณฑ์หรือวัสดุสำนักงานโครงการโดยวิธีการขาย
สำนักที่รับผิดชอบและผู้รับผิดชอบ แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ดำเนินการ
ดังนี้
1) ตั้งคณะกรรมการ ให้แผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ
ตั้งคณะกรรมการ เพื่อประเมินสภาพและตรวจสอบราคาคงเหลือของพัสดุก่อนดำเนินการขาย
โดยกำหนดให้ผู้รับผิดชอบแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ เป็นประธาน
กรรมการประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ของแผนงาน ฯ และผู้ประสานงาน สสส. ที่รับผิดชอบ
2)
คณะกรรมการจัดทำบันทึกให้ชัดเจนว่าขายให้กับใคร ราคาเท่าไร พร้อมเหตุผลประกอบ
และนำเงินที่เกิดจากการขายเข้าบัญชีแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ
3) ผู้รับผิดชอบแผนงานฯ จัดทำบันทึกการจำหน่ายพัสดุโครงการ
ส่งมาพร้อมกับเรื่องปิดโครงการ หรือยุติโครงการ หรือยกเลิกโครงการ และโอนเงินทั้งหมดคืน
สสส.
2. กรณีการโอนวัสดุหรือครุภัณฑ์ให้กับโครงการอื่น
สำนักที่รับผิดชอบและผู้รับผิดชอบแผนงาน ชุดโครงการ หรือโครงการ ดำเนินการ
ดังนี้
1)ทำได้ในกรณีโอนให้ราชการหรือหน่วยงานสาธารณะประโยชน์
2)ทำบันทึกส่งมอบพัสดุโครงการ
พร้อมแนบทะเบียนคุมพัสดุตามจำนวนที่ส่งคืนให้กับผู้อำนวยการสำนักที่รับผิดชอบ
มาพร้อมกับการปิดโครงการ หรือยุติโครงการ หรือยกเลิกโครงการ
3) สำนักที่รับผิดชอบทำบันทึกแจ้งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลางพร้อมเหตุผลที่ชัดเจน
พร้อมแนบทะเบียนพัสดุโครงการที่จะโอนให้กับโครงการอื่น เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อไป
3. กรณีการจำหน่ายด้วยวิธีอื่นๆ
คือ การแลกเปลี่ยน การแปรสภาพหรือการทำลาย ให้สำนักที่รับผิดชอบ และผู้รับผิดชอบแผนงาน
ชุดโครงการ หรือโครงการ ดำเนินการ ดังนี้
1) การแลกเปลี่ยน
ให้ทำได้ในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักงานและมีมูลค่าที่เท่าเทียมกัน
2) การแปรสภาพหรือทำลาย
ในกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสำนักงานฯ
3)
จัดทำบันทึกเหตุผลของการจำหน่ายพัสดุโครงการพร้อมแนบทะเบียนคุมพัสดุ
ส่งให้ผู้อำนวยการสำนักที่รับผิดชอบ
4)
สำนักที่รับผิดชอบจัดทำบันทึกแจ้งผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง
เพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อไป
สสส.กำหนดอายุการใช้งานครุภัณฑ์เป็นเวลา 5 ปี
เพื่อเป็นการสะดวกต่อการคำนวณค่าเสื่อมราคา และหามูลค่าสุทธิเพื่อการตัดจำหน่าย
โดยดำเนินการดังนี้
เมื่อการดำเนินโครงการสิ้นสุด
และมีการตัดจำหน่ายครุภัณฑ์ออกจากโครงการเพื่อการขาย หรือบริจาค
ให้โครงการหามูลค่าสุทธิของครุภัณฑ์ชิ้นนั้น ๆ
โดยนับอายุการใช้งานจากวันที่ซื้อถึงวันที่ตัดจำหน่ายเป็นเวลาเท่าใด
แล้วคำนวณค่าเสื่อมราคา เพื่อหามูลค่าสุทธิของครุภัณฑ์นั้น
ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคา
|
ชื่อครุภัณฑ์
|
ราคาที่ได้มา
|
วันที่ซื้อ
|
วันที่ตัดจำหน่าย
|
อายุการใช้งาน (ปี /
เดือน)
|
ค่าเสื่อมราคา
|
มูลค่าสุทธิ
|
|
โต๊ะทำงาน
|
10,000.00
|
01/01/2547
|
31/12/2550
|
4 ปี
|
8,000.00
|
2,000.00
|
|
โต๊ะทำงาน
|
10,000.00
|
01/01/2547
|
31/12/2551
|
5 ปี
|
10,000.00
|
0.00
|
หากวันที่ได้มาของครุภัณฑ์ภายในวันที่ 15
ของเดือนใด ให้คำนวณค่าเสื่อมราคาทั้งเดือนนั้น
แต่หากวันที่ได้มาของครุภัณฑ์หลังวันที่ 15 ของเดือน ให้ยกยอดไปคำนวณค่าเสื่อมราคาในต้นเดือนถัดไป
ตัวอย่างการคำนวณค่าเสื่อมราคา
|
ชื่อครุภัณฑ์
|
ราคาที่ได้มา
|
วันที่ซื้อ
|
วันที่ตัดจำหน่าย
|
อายุการใช้งาน (ปี /
เดือน)
|
ค่าเสื่อมราคา
|
มูลค่าสุทธิ
|
|
โต๊ะทำงาน
|
10,000.00
|
14/01/2547
|
31/12/2550
|
4 ปี
|
8,000.00
|
2,000.00
|
|
โต๊ะทำงาน
|
10,000.00
|
16/01/2547
|
31/12/2550
|
3 ปี 11 เดือน
|
7,833.37
|
2,166.63
|
หมายเหตุ ราคาที่ได้มา หมายถึง
ราคาที่ซื้อ+ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกิดขึ้น เพื่อให้ครุภัณฑ์นั้นใช้งานได้ เช่น
การซื้อแอร์ ราคา 20,000-บาท และมีค่าติดตั้ง 5,000.- บาท ราคาที่ได้มา
เพื่อจะใช้ในการคำนวณค่าเสื่อมราคา จะเท่ากับ 20,000+5,000 = 25,000.- บาท
FAQ
: คำถามพบบ่อย
1.
หลักฐานที่สำคัญในการจัดซื้อ มีอะไรบ้าง
ตอบ 1.1 ใบขอซื้อ หรือบันทึกการขออนุมัติจัดซื้อ หรือเอกสารอื่นที่เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าไม่ได้ดำเนินการจัดซื้อแบบพลการ
โดยขาดผู้มีอำนาจอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อ หรือใบสั่งซื้อสั่งจ้าง
1.2 ผลงาน หรือเอกสารยืนยันการจัดซื้อนั้น ๆ เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน
2.
การจัดซื้อแบบวิธีตกลงราคา มีวิธีการปฏิบัติอย่างไร
ตอบ การจัดซื้อที่มีวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท
และต้องมีการสอบราคาก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้แน่ใจก่อนว่าของที่เราต้องการนั้น
มีราคาเหมาะสม คุณภาพดี
และสามารถใช้งานได้ตามความประสงค์ที่ต้องการ
ตามข้อบังคับกองทุน สสส. ข้อที่
25
|
|||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||
![]() |
|||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||
|
ตาม
ข้อบังคับกองทุน สสส. ข้อที่ 26
|
|||||||||||||
|
|
||||||||||||
|
|
|
|
|

|

|
|
|
|
|
|
||||||||||||||||||
|
|
|
||||||||||||||||||
****************

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น